วัตถุประสงค์ของบล็อกนี้

เพื่อประกอบการเรียนการสอนรายวิชาอินเตอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน และเป็นเเหล่งรวบรวมความรู้ต่างๆที่น่าสนใจ

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

อายุมากขึ้น เมนส์มาไม่หยุด เพราะอะไรกันนะ?


คำถาม

ดิฉันอยากจะถามปัญหาเกี่ยวกับตัวเองบ้าง คือมีคนรู้จักที่อายุประมาณ เกือบ ๆ 40 ต้องไปขูดมดลูก เพราะผนังมดลูกหนา เขาบอกว่าเมนส์มาไม่หยุด ก็เลยสงสัยว่าผู้หญิงที่อายุมากขึ้นเป็นอย่างนี้กันมากหรือ สำหรับตัวดิฉันเองจากที่เมนส์เคยมาเป็นปกติ ตอนนี้มาเดือนละ 2 ครั้ง ในปริมาณเท่าเดิม อย่างนี้ผิดปกติไหม ตอนนี้ดิฉันอายุ 45 แล้วค่ะ

คำตอบ

ผู้หญิงบางคนเมื่ออายุมากขึ้น รังไข่จะทำงานในการผลิตไข่ที่สมบูรณ์น้อยลงตามธรรมชาติ และในบางรายอาจไม่เกิดการตกไข่ตามปกติด้วยก็ได้ ในกรณีที่ไม่มีการตกไข่นั้น เยื่อบุในโพรงมดลูกก็จะหนาตัวขึ้น และไม่ค่อยจะหลุดลอกออกมาเป็นเลือดประจำเดือน โดยทิ้งไว้เป็นเวลานานกว่าจะหลุดลอกออกมา

เมื่อเป็นดังนี้แล้วจึงเกิดภาวะที่เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติขึ้น และเมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาตัวผิดปกติดังกล่าวหลุดออกมาจึงเป็นเลือดประจำเดือนที่มีจำนวนมาก

การรักษา ทำโดยการขูดมดลูก เพื่อให้โพรงมดลูกสะอาด และไม่มีเยื่อบุโพรงมดลูกที่หนาผิดปกติตกค้างอยู่ตลอดไป จากนั้นจะต้องให้การดูแลรักษาไม่ให้เกิดภาวะดังกล่าว ซึ่งอาจจะทำได้โดยการให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนทุก ๆ ครึ่งเดือน ก็จะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกลอกออกมาเป็นปกติได้ หรือแพทย์อาจจะสั่งยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดรวมที่มีปริมาณต่ำลงมาให้รับประทาน เพื่อป้องกันเยื่อบุมดลูกหนาและทำให้มีเลือดประจำเดือนออกน้อยลง

ส่วนการที่คุณเริ่มมีประจำเดือนเปลี่ยนไปก็น่าจะเป็นเพราะรังไข่ทำงานลดลงเช่นกัน ตามอายุที่ย่างเข้า 45 ปีแล้ว ควรจะไปตรวจภายในและเช็คมะเร็งเป็นประจำทุกปีด้วย

รู้ไหม? ทำอะไร 2 อย่างพร้อมกัน ทำสมองตอบสนองช้า


ในยุคที่ชีวิตประจำวันของคนเราเต็มไปด้วยเทคโนโลยีสารพัดที่พกติดตัวไปได้ทุกที่ทุกเวลา การทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ดูจะเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้ทั่วไป และหลายคนก็คิดว่าการทำอะไรหลาย ๆ อย่างไปพร้อม ๆ กันนี้ เป็นการใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด แต่หากได้ลองมาดูข้อมูลน่าสนใจที่เรานำมาฝากกันวันนี้แล้ว เห็นทีว่าต้องปรับความคิดเสียใหม่ เพราะจริง ๆ แล้ว การทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันนั้น เป็นการลดประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมทุกอย่างอย่างไม่รู้ตัว (หรืออาจรู้ตัวแต่ไม่สนใจก็ได้)

ข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เมื่อเราทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันนี้ จัดทำขึ้นโดยเว็บไซต์ออนไลน์คอลเลจ ซึ่งเป็นข้อมูลที่สกัดจากงานวิจัยหลายชิ้นว่าด้วยเรื่องการทำงานของสมองขณะมนุษย์ทำอะไรมากกว่า 1 อย่างไปพร้อม ๆ กัน โดยระบุว่า มีคนเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่จะมีความสามารถทำกิจกรรม 2 อย่างพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอีก 98 เปอร์เซ็นต์นั้น ประสิทธิภาพในการทำทุกอย่างจะลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ และไอคิวก็จะลดลงอีก 10 แต้มด้วย ส่งผลให้สมองคนเราตอบสนองอะไรได้ช้าลง ทำอะไรได้ช้าลง

รายงานระบุว่า ปัจจุบัน 89 เปอร์เซ็นต์ของผู้คนวัยทำงานชาวอเมริกันที่มีโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน ใช้โทรศัพท์ของตัวเองขณะทำงานไปด้วย และโดยเฉลี่ยแล้ว ผู้คนกลุ่มนี้ จะถูกรบกวนสมาธิในการทำงานทุก ๆ 10.5 นาที จากการให้ความสนใจกับโทรศัพท์ของพวกเขาเอง

ทีนี้มาดูการใช้เทคโนโลยีในการเรียนของวัยนักศึกษากันบ้าง งานวิจัยได้เปิดเผยว่า ในกรณีที่นักศึกษานำคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปไปใช้ระหว่างการเรียน พวกเขาจะเปิดเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนถึง 62 เปอร์เซ็นต์ของเว็บไซต์ที่พวกเขาเปิดทั้งหมด และถ้าหากจะคิดจากการเรียนใน 1 วิชาแล้ว นักศึกษาจะเปิดหน้าเว็บเพจเฉลี่ยถึง 65 หน้าเลยทีเดียว

สำหรับกิจกรรมเบา ๆ ที่ทำในช่วงเวลาพักผ่อนก็เช่นกัน งานวิจัยพบว่า ชาวอเมริกันจำนวนมาก มักจะทำกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งควบคู่ไปกับการดูโทรทัศน์ โดยชาวอเมริกัน 42 เปอร์เซ็นต์ ท่องเว็บไซต์ไปด้วย, 29 เปอร์เซ็นต์ คุยโทรศัพท์ไปด้วย, และ 26 เปอร์เซ็นต์ คุยแชทในโทรศัพท์ไปด้วย ขณะที่พวกเขากำลังดูโทรทัศน์

และในยุคที่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ขาดไม่ได้ในทุกวันนี้ พบว่าชาวอเมริกันกว่า 67 เปอร์เซ็นต์ เล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ ขณะที่พวกเขากำลังเดินเที่ยวกับคู่รัก, 45 เปอร์เซ็นต์ เล่นอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือในโรงหนัง, และ 33 เปอร์เซ็นต์ หยิบมือถือขึ้นมาท่องอินเทอร์เน็ต ขณะกำลังอยู่ในโบสถ์เลยทีเดียว

จากข้อมูลดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีมีอิทธิพลกับชีวิตประจำวันของคนเราเป็นอย่างมาก และทำให้คนเราทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวกันมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน ที่มักจะถูกหยิบขึ้นมาเล่นระหว่างทำอย่างอื่นไปด้วยเสมอ ซึ่งนั่นอาจทำให้ใครหลายคนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้พร้อม ๆ กัน แต่จากงานวิจัย ระบุว่า การใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะใช้ในเรื่องของการเล่นอินเทอร์เน็ต หรือพูดคุย ทำให้ไอคิวของคนเราลดลงกว่า 10 แต้ม เทียบเท่ากับไอคิวหลังอดหลับอดนอนเลยทีเดียวเชียว และกรณีที่ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถไปด้วยก็ไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ว่าคุณจะใช้บลูทูธ หรือสมอลทอล์ค สมาธิในการขับรถของคุณก็จะลดลง ความสามารถในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบนถนนก็ช้าลงเช่นกัน

แค่ปรับเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็ดีขึ้นเห็น ๆ

1. รู้จักยอมรับความผิดพลาด

ไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่เกิดมาไม่เคยทำผิดอะไรเลย และความผิดพลาดก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอย่างที่คุณคิดด้วย เพราะแม้ว่ามันจะทำให้คุณเสียความมั่นใจไปสักนิด แต่ความผิดพลาดก็เป็นประสบการณ์ดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้เรียนรู้มากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณรู้จักควบคุมสติเพื่อแก้ไขปัญหา จนกลายเป็นคนที่เข้มแข็งมากขึ้นอีกด้วย คุณจึงไม่ควรลังเลที่จะยอมรับความผิดของตัวเองเด็ดขาด

2. กล้าที่จะเสี่ยง

เข้าใจดีว่าความเสี่ยงอาจเป็นเรื่องน่ากลัวในสายตาของหลาย ๆ คน แต่ถ้าคุณไม่กล้าที่จะทำอะไรเลย ชีวิตก็คงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีวันพัฒนาไปไหนได้หรอก เพราะฉะนั้นคุณจึงควรกล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในชีวิตบ้าง แม้ว่าบางครั้งอาจต้องเสี่ยงไปบ้างก็ตาม เพราะต่อให้เกิดความผิดพลาดขึ้นมา ก็ยังจะดีซะกว่าที่จะต้องมาเสียใจทีหลังจากการที่ตัวเองไม่ได้ลองพยายามทำอะไรเลย

3. หันมามองโลกในแง่บวก

หากคุณเป็นคนที่รู้จักมองโลกในแง่ดี ชีวิตของคุณก็จะมีความสุขมากขึ้นอีกเยอะ เพราะต่อให้เจอเรื่องร้าย ๆ แค่ไหน คุณก็จะไม่เครียดมากนัก และมีสติพอที่จะมองหาข้อดีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เอง ทำให้การแก้ไขปัญหาเร็วขึ้นตามไปด้วย ผิดกับคนที่มองโลกในแง่ร้ายที่จะทำให้เรื่องยิ่งดูแย่ลงไปอีก จนกลายเป็นคนไม่มีความสุขและทำให้ชีวิตเป็นเรื่องยากขึ้นไปอีก แบบนี้แล้วจะทำตัวเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายให้ชีวิตแย่ลงต่อไปอีกทำไมกันล่ะ



4. เลิกนิสัยอยากเอาชนะ

นิสัยอยากเอาชนะนี่แหละ ที่ทำให้คนเราต้องล้มเหลวกันมามากแล้ว เพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองจะต้องชนะเท่านั้น ถึงทำให้หลาย ๆ คนมักดันทุรังทำในสิ่งที่ล้มเหลวไปแล้วเพียงเพื่อเอาชนะคนที่ตัวเองเกลียดชังจนต้องสูญเสียอะไรไปหลาย ๆ อย่างโดยไม่จำเป็น ซึ่งการทำแบบนั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะทำให้คุณไม่มีความสุขและไม่พัฒนาไปไหนซะมากกว่า เพราะฉะนั้นเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับใคร และพยายามให้ดีที่สุดเท่าที่ตัวเราจะทำได้จะดีกว่า

5. ใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย

การมีจุดมุ่งหมายที่แน่ชัด จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีความหมายมากขึ้น เพราะตอนนี้คุณรู้แล้วว่าคุณพยายามทำงานไปเพื่ออะไร และรู้ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าอยากให้ตัวเองในอนาคตเป็นอย่างไร จึงทำให้คุณมีไฟในการทำงานมากขึ้นและไม่รู้สึกเบื่อหน่ายอีกต่อไป ดังนั้น ถ้ายังไม่รู้ตัวว่าชอบอะไรก็ลองหางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำเพิ่มดู จนกว่าจะเจอสิ่งที่เหมาะกับคุณนะคะ



6. รู้จักช่วยเหลือคนอื่น

เชื่อเถอะว่าการช่วยเหลือคนอื่นจะช่วยให้คุณรู้สึกดีกับตัวมากขึ้นอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ เพราะการทำตัวเป็นประโยชน์กับจะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาอีกเยอะ ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจช่วยให้ได้เพื่อนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วยนะ ฉะนั้น คราวหน้าถ้าเจอคนที่ต้องการความช่วยเหลือแล้วคุณพอจะช่วยเขาได้ก็อย่าลังเลที่จะทำด้วยล่ะ

7. เลิกตัดสินคนอื่น

โลกนี้ไม่มีใครดีพร้อมไปซะทุกอย่างหรอก แม้แต่ตัวคุณเองก็เช่นกัน คุณจึงควรเลิกใช้ทิฐิของตัวเองตัดสินคนอื่นเสียที เพราะแม้ว่าเขาจะมีข้อเสียไปบ้าง เขาก็อาจมีข้อดีอย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้ และถ้าคุณเปิดใจให้กว้างยอมรับคนอื่นให้มากขึ้น อาจช่วยให้คุณได้มีเพื่อนใหม่เพิ่ม และได้ขยายมุมมองความคิดให้กว้างขึ้นไปอีกอย่างที่คุณไม่คาดฝันเลยก็ได้นะ

8. เตรียมพร้อมรับสิ่งไม่คาดฝันตลอดเวลา

ชีวิตเรามีเรื่องไม่คาดฝันทุกวันนั่นแหละ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น บางวันคิดว่าฝนจะไม่ตกยังตกได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับเรื่องที่หนักกว่านั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในเมื่ออนาคตไม่ใช่สิ่งแน่นอน เพราะฉะนั้นวิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือ เตรียมใจพร้อมรับสิ่งไม่คาดฝันเสมอนั่นเอง คุณจะได้มีสติมากพอที่จะแก้ไข แทนที่จะแตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อมีปัญหาเข้ามา



9. รักตัวเองและคนรอบข้างให้มากขึ้น

ไม่ว่าอย่างไรความรักก็เป็นสิ่งที่คนเราขาดไปไม่ได้หรอก เพราะถ้าไม่มีมันแล้ว ชีวิตก็คงจะแห้งเหี่ยวจืดชืดน่าดู คุณจึงควรเอาใจใส่ดูแลคนรอบข้างให้ดี เพื่อให้ความรักของคุณราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบคนรัก เพื่อน หรือครอบครัวก็ตาม และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะรักตัวเองด้วย เพราะถ้าคุณไม่รักตัวเองแล้ว คงไม่มีวันรักใครได้เต็มที่หรอก

10. ไม่เสียใจในสิ่งที่่ผ่านไปแล้ว

สุดท้ายแล้ว คุณควรใช้ชีวิตทุกวันให้คุ้มค่า ไม่ให้ต้องรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และไม่มีวันย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้อีก คุณควรจำไว้ว่าคนเราต้องเดินหน้าต่อไป และเก็บอดีตไว้เป็นบทเรียนเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่คอยตามมาหลอกหลอนตัวเองให้ไม่มีความสุข ซึ่งถ้าวันหนึ่งสามารถทำแบบนี้ได้เมื่อไหร่ก็จะช่วยให้คุณมีความสุขขึ้นมาได้เองนั่นแหละ

ผลวิจัยสวีเดนชี้ ผู้ชายทานช็อกโกแลตช่วยลดความเสี่ยงเกิดอัมพาตได้

คุณผู้ชายทั้งหลายที่ไม่ชอบทานช็อกโกแลตเอาเสียเลย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตอนนี้ขอให้พวกคุณเปลี่ยนใจหันมาทานกันดีกว่าครับ เหตุเพราะมีผลการวิจัยจากประเทศสวีเดนเผยผลการทดลองออกมาให้ทราบว่า การรับประทานช็อกโกแลต ไม่ได้เพียงแค่ให้รสชาติแสนอร่อยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาต จากสาเหตุเส้นเลือดในสมองตีบได้อีกด้วย

เว็บไซต์เดอะมิเรอร์ ของอังกฤษ รายงานว่า มีผลงานวิจัยการค้นคว้าของนักวิจัยจากสถาบันคาโรลินสก้า (Karolinska Institute) ในเมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ที่ได้นำอาสาสมัครชายชาวสวีเดน ที่มีช่วงอายุระหว่าง 49-75 ปี จำนวน 37,103 คน มาทำแบบสอบถามเกี่ยวกับการรับประทานอาหารต่าง ๆ ซึ่งได้ผลลัพธ์ออกมาว่า ผู้ชายที่ทานช็อกโกแลตประมาณ 63 กรัมต่อสัปดาห์ สามารถช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นสาเหตุสำคัญให้เกิดการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ถึง 17 เปอร์เซ็นต์ และถ้าทานในระดับ 50 กรัมต่อสัปดาห์ ก็ยังช่วยลดอัตราเสี่ยงได้ถึง 14 เปอร์เซ็นต์เช่นกัน



จากการเปิดเผยของด็อกเตอร์ ซูซานน่า ลาร์สสัน หัวหน้าทีมนักวิจัยดังกล่าว เผยให้ทราบว่า การรับประทานช็อกโกแลตนั้นมีประโยชน์มาก เนื่องจากมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ภายในเมล็ดโกโก้ ที่ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ โดยป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัว เสริมสร้างเซลล์เม็ดเลือดให้แข็งแรง และยังช่วยลดไขมันภายในเลือดและความดันโลหิตได้อีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า ฟลาโวนอยด์มีคุณค่าสูง เหมาะสำหรับป้องกันเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี

จะเห็นได้ชัดเลยว่า ช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราจริง ๆ แถมยังหาซื้อทานตามท้องตลาดได้ง่ายอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่ควรทานช็อกโกแลตให้มากจนเกินไปโดยที่ไม่เลือกทานอย่างอื่นที่มีประโยชน์เลย เนื่องจากในช็อกโกแลตนั้นมีน้ำตาลมาก รวมทั้งไขมันอิ่มตัว และมีปริมาณแคลอรี่สูงอีกด้วย ซึ่งควรเลือกรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะดีกว่า พร้อมทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำ รับรองเลยว่าจะช่วยเสริมสร้างร่างกายของคุณให้แข็งแรงยิ่งขึ้น และไม่มีโรคภัยไข้เจ็บใด ๆ มาเยือนอีกอย่างแน่นอน

วัยรุ่นมองมีเซ็กส์ในวัยเรียน ไม่ใช่เรื่องแปลก

ผลสำรวจพบ วัยรุ่นมองมีเซ็กส์เป็นการแสดงออกถึงความรักและความผูกพัน เกือบครึ่งเห็นว่า มีเซ็กส์ในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องแปลก สธ. หวั่น ความเชื่อผิด ๆ ทำสถิติวัยรุ่นท้องไม่พร้อมพุ่ง


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 กันยายน นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ทางกระทรวงได้ทำการสำรวจทัศนคติกลุ่มวัยรุ่น อายุ 13-17 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เป็นชาย 208 คน และหญิง 192 คน เกี่ยวกับความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์และการคุมกำเนิด ซึ่งเป็นการสำรวจทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างวันที่ 7 สิงหาคม - 5 กันยายน พ.ศ. 2555 พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 45 มองว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นการแสดงความรักและความผูกพัน ขณะที่กลุ่มตัวอย่างเกือบครึ่งเห็นว่า การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียนไม่ใช่เรื่องแปลก

นายแพทย์สุรวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังเข้าใจเรื่องการคุมกำเนิดอย่างถูกต้อง แต่ที่น่าห่วงก็คือ กลุ่มตัวอย่างประมาณ 1 ใน 3 เข้าใจว่า การหลั่งข้างนอกเป็นการคุมกำเนิดที่ปลอดภัย ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 4 กลับมองว่า เรื่องการคุมกำเนิดต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้อาจทำให้วัยรุ่นไทยมีปัญหาจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร รวมทั้งเรื่องการตั้งครรภ์ได้ สอดคล้องกับสถิติการคลอดบุตรของวัยรุ่นหญิงไทยในขณะนี้ที่มีถึง 15 คนต่อชั่วโมง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อถามถึงนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายแพทย์สุรวิทย์ ชี้แจงว่า ได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกัน จัดทำโครงการ "วัยรุ่นฉลาดรักรู้จักป้องกัน" ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ "ลดโรค เพิ่มสุข วัยรุ่นไทย" เพื่อรณรงค์ให้วัยรุ่นคิดให้ดีก่อนทำ พร้อมกับสร้างความเข้าใจในเรื่องความรัก และเพศศึกษาที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมนี้ โดยนำร่องใน 12 โรงเรียนของกรุงเทพมหานคร

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

Baby

คำคมดีๆจากอาจารย์

เพราะฉันคือ มนุษย์คนหนึ่ง.. ชีวิตของฉันจึงมี "ขึ้นและลง" .. นี่คือ ธรรมชาติ.. เมื่อชีวิตของฉันเดินในจังหวะที่เรียกว่า "ลง".. ฉันจะรู้สึกเศร้า เสียใจ .. แต่ฉันจะไม่ยอมแพ้ เพราะฉันเชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า ชีวิตของฉันจะต้องเดินถึงจังหวะที่เรียกว่า "ขึ้น".. และแม้ชีวิตของฉันอยู่ในจังหวะที่เรียกว่า "ขึ้น".. ฉันจะรู้สึกดีใจ .. แต่ฉันก็จะไม่หลงระเริง เพราะฉันเชื่อว่า วันหนึ่งข้างหน้า ชีวิตของฉันจะต้องเดินถึงจังหวะที่เรียกว่า "ลง" อีกครั้ง... สิ่งที่จะช่วยให้ผ่านพ้นจังหวะชีวิต "ขึ้นและลง" นี้ได้ คือ "สติและปัญญา"